2011.09.11 Ride in the rain

ได้เวลากลับมา Update PTT Bikers blog อีกครั้ง จากที่หายไปนานเกื่อบปี
Ride in the rain : เช้า วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2554 พวกเราชาว PTT Biker ได้นัดหมาย พบปะ รวมตัวกันอีกครั้ง (จากที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นปี) บางคนไม่ได้ปั่นเลย บางคนก็ไปกีฬาอย่างอื่น เช่น Big Bike เป็นต้น วันนี้ อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกตั้งแต่คืนวันเสาร์แล้ว จะปั่น ไม่ปั่นดี จนถึงเวลาที่ทีมจากสำนักงานใหญ่มาถึง หัวหน้าทีมเตรียมประกอบรถทันทีที่มาถึง ลูกทีมที่ศรีราชาก็เริ่มเตรียมความพร้อมกันทันที...ได้เวลาลุยกันแล้ว
PTT Biker กว่า 20 คัน รวมตัวกันที่จุด Start บ้านพักพนักงาน ปตท. บ้านโรงโป๊ะ พร้อมลุย แม้นจะมีฝนตกอยู่เลย แต่ทุกคนก็พร้อมลุย เป้าหมายปลายทางของวันนี้ คือ Horseshoe Point ระยะทาง ไป กลับ ประมาณ 50 Kms.
/เดี๋ยวค่อยเข้ามาเล่าต่อนะครับ ...

Cerebrate 6oth P'Weera

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา PTT Biker & Friends ร่วมตัวกันที่บ้านลุงก๊อก รังสิต ปั่นทริปสั้น ๆ ฉลองครบรอบปีที่ 60 ของพี่วีระกัน

2010.08.07 สวนสมเด็จ ระแหง เจดีย์หอย

เช้าวันเสาร์(07 ส.ค. 2553) PTT Biker & Friends ไปทริปเจดีย์หอยกันครับ ระยะทางสั้น ๆ อากาศดี(ช่วงเช้า ... แต่ช่วงเย็น ๆ ประมาณว่ามีพายุเข้า) พี่กุ้ง พี่ป๋อม พี่วีระ ก็มา เสียดายไม่ได้ไปร่วมปั่นด้วยครับ(ช่วงนี้มีเตะบอล เจ็บ ๆ กล้ามเนื้อ) รวมระยะทางที่ได้น่าจะประมาณ 70 Kms
ปั่นเอาแรงในหมู่บ้านครับ

19.06.2010 Rangsit 40 Kms.

เสาร์ที่ผ่านมา(19.06.2010) PTT Bikers & Friends ออกทริปเล็ก ๆ แถว ๆ รังสิตด้วยกันครับ นานพอสมควรแล้วที่เพื่อน ๆ ไม่ได้ออกปั่นด้วยกัน จึงขอเป็นระยะทางสั้น ๆ (จริง ๆ แล้วมีนัดตอนเที่ยง) เป็นการเรียกความฟิตกลับมาก่อน ยกเว้นทีมพี่ป๋อม พี่ตู่ ซึ่งออกทริปกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว จึงปั่นต่อไปอยุธยากัน วันนี้อากาศร้อน ระยะทางก็เท่าเดิม ๆ แต่รู้สึกว่ามันไกลมากกว่าเดิม(ไม่ฟิต) ... สรุปแล้วได้ระยะมา 40 Kms ไว้ทริปหน้าค่อยแก้ตัว คงจะปั่นได้ยาวขึ้นครับ

03 MAR 2010 : Pattaya 75 Kms.

เสาร์ที่ผ่านมา(03.04.2010) PTT Biker & Friends ไปปั่นกันแถว ๆ พัทยากันครับ ไม่ได้มาปั่นร่วมกันหลายเดือนแล้ว เริ่มกันที่คลังก๊าซบ้านโรงโป๊ะ เข้าพัทยา มุงหน้าสู่วัดญาณ ฯ ไปแวะที่เขาชีจรรย์ ทานอาหารเที่ยงด้วยกัน แวะไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ก่อนเดินทางกลับ ... วันนี้อากาศร้อนมาก ๆ ก็ไปกันแบบสบาย ๆ วันนี้เรามี Biker สาว ๆ มาด้วย 3 คัน ก็ ค่อย ๆ ไปกัน สุดท้ายกลับมาเส้นทางเดิมถึงคลังก๊าซ ได้ระยะไปไม่น้อย 75 Kms.
ขณะปั่นกลับ มาเจอเจ้าถิ่นพอดี ... PTT Biker ตามเกือบไม่ทัน ... ขาแรง

09 JAN 2010 : Ayutthaya

9 JAN 2010 ทริปแรกของปี หลังจากกลับจากทริปใหญ่ปลายปีที่ลาวใต้ วันนี้มาเส้นทางประจำของเราคือเส้นอยุธยา กับเพื่อน ๆ ขาแรงทีมพี่ป๋อม(วันนี้หัวหน้าทีมไม่ได้มาด้วย ... อาจจะยังไม่หายจากอาการเจ็บหลังตั้งแต่ทริปลาวใต้) วันนี้อากาศดีและร้อนเป็นปกติ ออกจากรังสิตบ้านลุงก๊อก แวะร้านกาแฟตรงปั่มบางจาก ก่อนถึงตลาดโก้งโค้ง จากนั้นก็เข้าไปอยุธยาหาอาหารเที่ยงกินกัน ... ที่อยุธยาวันนี้ร้านข้าวหมกไก่เจ้าประจำปิด ก็เลยไปกินส้มตำแทน ก็อร่อยใช่ได้ แต่จำไม่ได้แล้วอยู่แถวไหนของอยุธยา จากนั้นก็ไปแวะตลาดคลองสระบัวกัน พักกันนิดหน่อยแล้วก็เตรียมปั่นกลับ ... อากาศก็ร้อนเหมือนทุก ๆ ครั้ง ขากลับ ก็จะกลับมาผ่านทางศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ตัดเข้าเส้นทางเดิมกลับไปบ้านลุง ได้ระยะรวม ๆ ประมาณ 80 กว่ากิโล
อาหารอร่อยดี ...
แวะคลองสระบัว
แวะศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ...

Southern Laos Trip - What's a wonderful new year gift

ปลายปี 2009 ที่ผ่านมา PTT Bikers & Friends ไปออกทริปใหญ่ประจำปีที่ลาวใต้กันมา ทริปนี้เป็นทริปสรุปปลายปีที่สร้างความประทับใจให้กับพวกเราอย่างมาก ... ลองติดตามอ่านกันดูนะครับ ต้องขอขอบคุณพี่รินสำหรับเนื้อหา ที่สนุก น่าติดตาม สรุปทริปได้อย่างครบถ้วน และภาพวิวสวย ๆ จากพี่โนก (ส่วนใหญ่จะเป็นภาพวิวสวย ๆ ) ได้มีโอกาสข้ามไปเยือนฝั่งลาวมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อปี 43 เข้าไปทางหนองคายไปเดินเล่นเตร็ดแตร่ชมเมืองเวียงจันทร์ ครั้งต่อมาไปถึงหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก โดยสายการบินลาว ครั้งที่สามเป็นการเดินทางโดยจักรยานเสือภูเขา จากเชียงของไปหลวงน้ำทา และข้ามภูเขาไปยังเมืองสิงห์ใกล้ๆชายแดนจีน ระยะทางประมาณ 300 กม. แต่การขี่จักรยานในครั้งนั้นยังใช้รถ สี่ล้อ เดินทางควบคู่กันไปด้วย มีการปั่นเสือภูเขาประมาณ 100 กม. ไปครั้งนี้ เป็นความตั้งใจที่จะ แบ็คแพ็ค สะพายเป้ เดินทางโดยการปั่นจักรยานไปยัง ลาวใต้ ปากเซ น้ำตกหลี่ผี น้ำตกคอนพะเพ็ง ปากซอง เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ไม่มีรถ service ไม่ไหวก็โบกรถ ............................................................................... การเดินทาง วันที่ 26 ธค.52 พบกันที่เขื่อน สิรินธร จ.อุบลราชธานี ในช่วง ตอนเย็น ซึ่งได้จองที่พักของเขื่อนไว้ล่วงหน้าแล้ว ผู้ร่วมทาง พี่ปลวก มาพร้อมกับ พี่หมึก พี่เจี๊ยบ พี่ป๋อม มาพร้อมกับ พี่เข๋ พี่โหนก มาพร้อมกับ น้องเซน สุดท้าย ดังลั่น แมว พี่จ่าเทพ ริน รวม 11 คน รถ 11 คัน การตรวจเช็คสภาพ (สุขภาพ) ของผู้เดินทาง พี่ปลวก ก่อนเดินทางประสพอุบัติเหตุ หกล้ม บาดเจ็บที่หัวเข่า ต้องใช้น้ำแข็งประคบตลอดเวลา พี่เจี๊ยบ มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แต่การเดินทางไกลในครั้งนี้เป็นการขี่เสือภูเขาครั้งแรกๆ พี่หมึก หัวใจสู้ ร้อยเปอร์เซนต์ ไปไหนไปด้วย ดังลั่น ผ่านการขี่ ร้อยกิโลมาแล้ว 1ครั้ง แต่ ซ้อมน้อย มีตะคริว เป็นเพื่อนรัก คบกันมานาน ออกแรงเมื่อไร ตะคริวก็วิ่งมาทักทายทันที พี่โหนก จากเกียรตินาคิน มาพร้อมรถ touring คู่ใจ ผ่านการเดินทาง touring โดยจักรยานมาแล้ว มากมาย น้องเซน ลูกชายสุดรักของพี่โหนก กำลัง จบ ม.6 เล่นบาสเป็นหลัก ไม่เคยขี่จักรยานหนักๆ แต่อาศัยความหนุ่ม คิดว่า ขี่วันละห้าหกสิบโลไม่น่าเป็นเรื่องยากอะไร พี่ป๋อม มาพร้อมกับเฝือกอ่อนดามหลัง เนื่องจากเกิดอาการหลังยอก อย่างรุนแรง หวังว่า เช้าวันเดินทาง อาการคงทุเลา พี่เข๋ มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และประสพการณ์การเดินทางทั่วไทย ผ่านการปั่นระยะทาง กรุงเทพ ถึงเชียงใหม่ โดยเดินทาง คนเดียวมาแล้ว เมื่อต้นเดือนธันวา ที่ผ่านมา แมว ซ้อมน้อย ไม่เคยผ่านร้อยกิโลเลยซักครั้ง อาศัยขี่มานาน ใจสู้ พี่จ่าเทพ ซ้อมน้อย ใจสู้ แต่.........เมื่อวานนี้เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ที่ ศรีษะเกษ หลังจากเกิดอาการ แพ้อาหารอย่างรุนแรงต้องเข้าห้องฉุกเฉินฉีดยาเข้าเส้นและให้ออกซิเจน นอนให้หมอดูอาการซะสองชั่วโมง ก่อนเดินออกจากโรงพยาบาล หมอฝากยามาให้กิน หนึ่งถุงใหญ่ ๆ ............................................................................... วันที่ 27 ธค.52 6.30 น. เริ่มรวมพล ที่หน้า เขื่อนสิรินธร แต่......เป็นที่น่าเสียดายที่ พี่ป๋อมขอถอนตัว เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หวังว่าจะทุเลาลง แต่กลับยังคงเหมือนเดิม เจ็บบบบ อย่างแรง จึงต้องขับรถเดินทางกลับ กทม.คนเดียว พร้อมบ่นเสียดายที่เดินทางกว่า พันกิโลเพียงแค่ มาถ่ายรูปและ ส่ง เพื่อนเดินทาง คนพร้อม รถพร้อม ล้อเริ่มหมุน ออกจากเขื่อน สิรินธร ระยะทางจากเขื่อนสิรินธรไปจนถึงด่านช่องเม็ก 14 กม. เป็นทางขึ้นเนิน ลงเนินตลอดเส้นทาง ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ก็มาถึงด่านช่องเม็ก จัดการเรื่องการผ่านแดน ที่ ตม.เป็นที่เรียบร้อย พี่ป๋อมเตรียมพร้อม แต่เจอปัญหาหลังเจ็บ จึงแค่เพียงมาส่งเพื่อนเดินทาง 10.00 น. เริ่มข้ามจากด่านช่องเม็ก ฝั่งไทย ไปฝั่งวังเตาของลาว ซึ่งที่นี่จะมีรถประจำทาง สาย ปากเซ-วังเตา วังเตา-ปากเซ แต่นานๆ จะออกสักคัน มีทั้งที่เป็นรถบัสและรถสองแถวถ้าไปเที่ยวเอง แนะนำให้ใช้ทั้งรถประจำทางหรือจะโบกรถเพื่อทำเวลา ให้เร็วขึ้นก็ได้ พวกเราเริ่มปั่นผ่านเส้นทางสาย ช่องเม็ก ปากเซ ผ่านเมืองโพนทองสู่แขวงจำปาสัก ชมทุ่งนา หญ้าแห้ง ป่าและนาข้าว วิถีชีวิตแบบพอเพียง คล้ายเมืองไทยเมื่อสามสิบปีก่อน ข้ามแม่น้ำโขงตรงสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น เข้าตัวเมืองปากเซ ระยะทาง 45 ก.ม ทางราดยางตลอดเส้นทาง. ทำเอกสารผ่านแดน จากช่องเม็ก ข้ามน้ำโขงที่ปากเซ เริ่มต้นการเดินทางที่ฝั่งลาว ระหว่างทาง กำลังจะเข้าเมืองปากเซ สะพานข้ามโขงสู่เมืองปากเซ 13.20 น. ถึงปากเซ ระยะทางตอนนี้ได้ 59 กิโล แล้ว ร้อนจริงๆ ปากเซจะเป็นเซ็นเตอร์ในการต่อรถ มีสายจาก ปากเซ-จำปาสัก เราแวะทานอาหารกันที่ ร้านข้างทาง และเติมน้ำเป็นเสบียง ทั้งน้ำเปล่าและน้ำเกลือแร่ 14.00น. หลังจาก อิ่มอาหารกันแล้ว ก็เริ่มนวดกล้ามเนื้อ และราดน้ำ พรมน้ำเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายลง เตรียมออกเดินทาง ไปตามถนนหมายเลข 13 เมื่อไปถึงหลัก 8 (กิโลเมตรที่ 8) เลี้ยวขวาลงทางใต้ตามแนวขนานกับแม่น้ำโขง ช่วงแรก นี้จะมีเนินเล็กน้อย หลังเดินทางได้ประมาณ 3 กม. เพื่อนรักของดังลั่น เริ่มแสดงความสนิทชิดเชื้อ เกาะเข้าที่ขาข้างซ้ายและข้างขวา จนสุดท้าย ไม่สามารถไปต่อได้ ทิ้งรถนั่งลงกับพื้นถนน ทำตาระห้อยออกอาการ ต้อแต้ พร้อมพูดย้ำอาการว่า “ .. ท้อจริงๆครับพี่ ผมไปไม่ไหวแล้ว .. ” แต่ .... เนื่องจากตรงจุดนั้นเป็นเนินขาขึ้น รถที่วิ่งผ่านจึงยังวิ่งช้า มีเวลาเห็นแขนที่เราโบกออกไป แล้วก็ได้สิบแปดล้อใจดี รับ ดังลั่น พร้อมจักรยานขึ้นไปด้วย อีกเก้าคันที่เหลือก็ยังปั่น มุ่งหน้าสู่จุดหมายของวันนี้ ช่วงนี้ความร้อนบนถนนเริ่มลดลงเล็กน้อย ยังเหลือทางบนถนนสายนี้อีกเกือบ 30 กิโลจึงจะถึงทางแยก หลักที่ 31 เมื่อมาถึงทางแยกนี้ยังต้องปั่นเข้าไปอีก 7 กม.จึงจะถึงจุดที่จะต้อง รวมพล เพื่อเตรียมข้ามเรือข้ามโขง เข้ารีสอร์ทที่พักบริเวณเกาะใหญ่กลางลำน้ำโขง แพข้ามโขง 17.00น. ถึงท่าเรือข้ามโขง และทำการนับกำลังพล นับวนไปวนมาได้เพียง 9 คัน หายไปหนึ่งคัน คนที่เป็นตะคริวก็มาถึงแล้ว สุดท้ายคนที่หายไปจากขบวนคือ พี่จ่าเปี๊ยก เมื่อรอได้ซักระยะหนึ่งจึงสรุปว่า หลงฝูงตรงบริเวณทางแยกหลัก 31 นั่นเอง ที่ประชุมจึงสรุปว่า จะต้องทำการติดตามกลับมาให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน สมาชิกในกลุ่มจึงขอ เช่ามอไซค์ จากชาวบ้าน เพื่อออกตาม ซึ่งก็ปรากฏว่าพี่จ่าเปี๊ยกไปกลับตัวกลับใจที่หลัก 37 ได้ของแถมไปอีก 6 กม. จึงปั่นย้อนกลับ (แถมอีก 6 กม. รวมส่วนเกินไปกลับ ได้เพิ่มไป 12 กม.) 17.40 น. ข้ามโขงถึง ฝั่งจำปาศักดิ์ ราชธานีพันปีของอาณาจักรล้านช้าง และเมื่อขึ้นฝั่งแล้วก็จะต้องปั่นเข้าที่พักอีก 2 กม. 18.00 น. วันนี้ สรุประยะทางปั่นได้ 103 กม. นั่งอยู่บนอานจักรยาน 10 ชั่วโมง หลังจากอาบน้ำ แล้วก็ไปนั่งพักผ่อนทานอาหารกันที่ ร้านของรีสอร์ท เมื่ออิ่มหนำสำราญ แล้วก็ออกปั่นชมเมืองยามค่ำคืน แล้วกลับเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย
(ได้เวลากลับไปนอน ...) 28 ธค.52 6.30 น. หลังจากอาบน้ำ วันนี้เราจะปั่นกันไปชม ปราสาทวัดพู ซึ่งอยู่ห่างจากที่พัก ประมาณ 10 กม. จุดนี้สมาชิกขอถอนตัว 2 คน คือ ดังลั่น เพื่อถนอมแรงไว้ปั่นในวันนี้ อีกคันนึงคือ พี่ปลวก เนื่องจากเมื่อคืนนี้ เกิดอาการท้องเสียรุนแรง อดหลับอดนอนทั้งคืน พระอาทิตย์ในลำน้ำโขง ระหว่างทางไปวัดพู ปราสาทวัดพู : ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองจำปาสักมาทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ปราสาทวัดพู หรือ วัดพู นครจำปาสักได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในอดีตที่ตั้งของวัดพู เคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแห่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัยด้วยกัน คือ อาณาจักรเจนละในช่วงศตวรรษที่ 6 – 8 ค้นพบจารึกกล่าวถึงการฆ่าคนเพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ต่อมาเป็นยุคของอาณาจักรขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร ที่เลือกบริเวณนี้เป็นที่สร้างปราสาทหินในราวศตวรรษที่ 9 และสุดท้ายอาณาจักรล้านช้างได้เปลี่ยนเทวาลัยในศาสนาฮินดูให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเถรวาท สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นคือภูเขาด้านหลังปราสาทที่ตั้งเด่นตระหง่านมองเห็นแต่ไกล รูปร่างคล้ายนมของผู้หญิงและคนเกล้ามวยผม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อภูผาแห่งนี้ว่าเขานมสาว แต่ชาวบ้านนิยมเรียกภูเกล้ามากกว่า อาณาเขตของปราสาทวัดภู เริ่มต้นจากริมฝั่งแม่น้ำโดยมีบันไดทางขึ้นรถหลั่นกันขึ้นมา 3 ชั้น จนถึงองค์ประธานของปราสาทซึ่งอยู่ชั้นบนสุด นอกเขตวัดมีบารายขนาดใหญ่ ซึ่งในสมัยโบราณใช้เป็นที่แข่งเรือและที่สรงน้ำสำหรับพิธีกรรมต่างๆ เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด จะเห็นซากวังที่พระราชวงค์สายจำปาสักให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรงานเทศกาลประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวัน 15 ค่ำ เดือน 3 สืบทอดต่อมาจนทุกวันนี้ ถัดมามีบันไดทางขึ้นที่ตัดในแนวตะวันออก – ตะวันตก ทอดผ่านสระน้ำทรงสี่เหลี่ยม 2 แห่ง ตรงขึ้นไปสู่ชาลา (ทางเดิน) ชั้นกลางซึ่งมีปรางค์ 2 หลังขนาบข้าง สันนิษฐานจากภาพสลักรูปเทพเจ้าว่า ปรางค์ด้านขวามือเป็นสถานที่บวงสรวงบูชาสำหรับบุรุษ ส่วนปรางค์ทางซ้ายมือเป็นสถานที่บวงสรวงสำหรับสตรี เหนือโคปุระหรือประตูทางเข้าปรางค์ทั้งสอง เป็นทับหลังแกะสลักภาพนูนต่ำเล่าเรื่องราวในศาสนาฮินดู เดินต่อมาผ่านสิ่งปลูกสร้างหลายหลัง มีภาพปรักหักพังจนมองไม่ออกว่าสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ใด ผ่านบันไดที่มีรูปรางคล้ายเกล็ดนาคมาถึงหินสลักรูปโยนี สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของศาสนาฮินดูที่อยู่ทางขวามือและซ้ายมือของทางเดินหลัก ถัดมาเป็นบันไดสูงชันที่ทอดสู่ชาลาชั้น 3 ผ่านทิวแถวของต้นจำปาเรียงรายสองข้างทางมาถึงปรางค์ประธานตั้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเทวรูป ทับหลัง และต้นไม้น้อยใหญ่ ในอดีตมีการต่อรางน้ำที่ไหลออกจากหินย้อยในหลืบถ้ำบริเวณด้านหลังมาสู่ศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในองค์ประธาน เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม ซึ่งบ่งบอกได้ว่าปราสาทวัดพูแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูไศวนิกาย แต่ปัจุบันศิวลึงค์ได้ถูกนำออกมาและเปลี่ยนไปเป็นพระพุทธรูปแทน ชาวบ้านนิยมนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา และเรียกปรางค์ประธานแห่งนี้ว่า หอไหว้ ส่วนทางด้านหลังซ้ายมือของปรางค์ประธานมีแผ่นหินขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีภาพแกะสลักรูปตรีมูรติขนาดเกือบเท่าคนจริง ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ ผู้เป็นใหญ่ในศาสนาฮินดูได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เดินถัดมาประมาณ 10 เมตร จะพบก้อนหิน 2 ก้อน แกะสลักเป็นรูปจระเข้และบันไดนาคอยู่ตรงข้ามกัน เชื่อว่าอาจเป็นฝีมือของชาวเจนละในสมัยนั้นที่สลักไว้เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญ นอกจากนี้ยังพบก้อนหินรูปร่างกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขาแกะสลักเป็นรูปหัวช้างเชื่อว่าเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายสมัยของเรืองอำนาจ สำหรับงานบุญประเพณีของวัดพูเป็นเทศกาลที่โด่งดัง และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งจากในและต่างประเทศ โดยจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งจะจัดติดต่อกัน 3 วัน โดยประชาชนชาวลาวจากทั่วทุกแขวงจะเดินทางนำสิ่งของมาบวงสรวงบูชาตามจุดต่างๆ ในบริเวณองค์ประธาน สำหรับในวันสุดท้ายจะมีพระสงฆ์ออกมาบิณฑบาต พอตกค่ำจะมีพิธีเวียนเทียนไปรอบๆปรางค์ประธาน อาหารเช้าที่หน้าวัดพู ขากลับจากวัดพู ส่วนทางกับทัวร์จักรยานกลุ่มใหญ่ ข้ามจากเกาะกลับสู่ถนนสาย 13 เพื่อ มุ่งลงใต้อีก 100 กม. 9.00 น. หลังจาก ช่วงเช้า เข้าไปชมปราสาทวัดพู เก็บระยะทางไปกลับได้ 20 กม. ก็กลับมาเก็บสัมภาระขึ้นหลังรถถีบ เตรียมข้ามโขง เพื่อกลับไปขึ้นถนนสาย 13 ตรงหลัก 31 เพื่อ มุ่งลงใต้จุดหมายปลยทางที่หลัก 130 วันนี้ จะมีระยะทางที่เราจะต้องปั่นกัน รวมแล้วไม่น้อยกว่า 120 กม. วันนี้ ดังลั่นออกนำเดี่ยวไปคนเดียว กลุ่มหลังตามไม่ทัน อย่างไม่น่าเชื่อ บางคนบอกว่า แอบโบกรถล่วงหน้าไปแล้ว พี่โหนก กับ น้องเซน สองพ่อลูก ผลัดกันปั่นนำ ปั่นตามกันอยู่สองคน พี่ปลวก แม้จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วย แต่ช่วงนี้ ก็ปั่นหายทิ้งกลุ่มหลังออกไปไกลพอสมควร โดยมีจ่าเปี๊ยกตามหลังไปห่างๆ ตามมาด้วยกลุ่มหลัง ซึ่งมีน้าหมึก พี่เจี๊ยบ แมว ปั่นตามๆกันมา สำหรับพี่เข๋ ผู้มากประสพการณ์ ปั่นช้า เนิบ เนิบ ช้าแต่ชัวร์ ปิดท้ายตามเดิม 13.00 น. ถึงจุดพัก รวมพล ของช่วงเช้า คือหลักที่ 67 ซึ่งที่นี่ จะเป็นชุมชนขนาดใหญ่มีอาหารและจุดพักรถโดยสาร ซึ่งเราจะพักกินข้าว เติมน้ำเปล่าและเกลือแร่กันที่นี่ โดยมี ดังลั่น ปั่นมานั่งคอยเป็นคันแรก ตามด้วย พี่โหนกและน้องเซน ช่วงนี้ พี่ปลวก โบกรถเดินทางไปล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากอ่อนเพลียจากอาการท้องเสีย เมื่อคืนนี้ จึงเก็บระยะทางของวันนี้ได้ประมาณ 40 กม. มื้อกลางวันของวันนี้ ได้เนื้อเก้ง เนื้อกวาง ข้าวเหนียว ผลไม้ น้ำอัดลมสาระพัดชนิด น้ำเกลือแร่ทุกยี่ห้อ ใส่ลงท้อง เตรียมพลังไว้ในช่วงบ่าย เราอยู่ไกลจากเวียงจันทน์ 755 กิโลเมตร 13.45 น. เริ่มออกเดินทาง อากาศที่ระอุในช่วงบ่ายประกอบกับสองข้างทางที่ไม่มีร่มไม้ เป็นทุ่งโล่ง ลมนิ่งสงบ หากช่วงไหนมีลมจากรถที่วิ่งสวนทางมาปะทะร่างกายก็จะรู้สึกเย็น ความเย็นที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะเหงือที่ชุ่มหลังถูกลมปะทะพาความร้อนออกจากร่างกาย แต่ก็เป็นชั่วแว้บเดียว สุดท้ายก็กลับมาร้อนระอุเหมือนเดิม ......... ถนนของเมืองลาวเส้น 13 เป็นเส้นตรงไม่มีโค้งไม่มีคด รถที่วิ่งผ่านเราไปก็จะเห็นหายไปสุดลูกตา บางครั้งมองไม่เห็นรถ แต่ก็ยังมีเสียงล้อบดถนนให้ได้ยินเป็นระยะมาแต่ไกล 14.30 น. ผ่านมื้อกลางวัน มาแล้ว ได้ระทางมาอีก 10 กม. อากาศยังระอุเช่นเดิม น้ำเปล่าและเกลือแร่ ถูกส่งลงท้อง เป็นระยะ ซึ่งตั้งแต่เช้าจนเย็น แต่ละคนคงส่งนำเปล่าลงท้องไม่ต่ำกว่า 4 ขวด น้ำเกลือแร่ผสมเองอีกไม่น้อยกว่า 2 ขวด และตามด้วยน้ำอัดลมกับเกลือแร่สปอนเซอร์จากร้านค้าข้างทาง คนละ 2-3 ขวด เป็อย่างน้อย .... อ้อ ....ยังมีน้ำเปล่าที่เราตื่นขึ้นมาดื่มตอนกลางคืนด้วย รวมๆกันทุกอย่างแล้ว ในหนึ่งวันเราดื่มกันเข้าไปก็เกือบๆ 10 ลิตร ไกลจากปากเซ 100 กม.แล้ว ระยะทางยังเหลืออีก 60 กิโล แดดก็ยังร้อน สมาชิกบางคน เริ่ม คิดหาทางลัด ตามพี่ปลวกซึ่งกำลังจะไปคอยไปที่หลัก 128 มือไวเท่าความคิด เมื่อเห็นป้ายทะเบียนรถที่วิ่งผ่านมาเป็นภาษาไทย จึงยกขึ้นโบกทันที พี่โชว์เฟอร์ชาวไทยก็ตบไฟเลี้ยว เหยียบเบรคทันทีเช่นกัน คงเหลือบตามองไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะขับผ่านเส้นนี้บ่อยๆ คงมีเสือหลายรายโบกอยู่เป็นประจำ....... แมว ยกจักรยานขึ้นรถเป็นคันแรก ตามความตั้งใจที่เปรยๆไว้ ตอนมื้อกลางวัน แต่.......พี่จ่าเปี๊ยก ทำท่าลังเลนิดหน่อย สุดท้าย ก็จำใจต้องขึ้นตามไปด้วย สำหรับ ดังลั่น ที่เมื่อวาน เกิดอาการท้อแท้ แต่วันนี้ มีพลังเข้ามาอย่างเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายก็ทนคำขู่ของพี่โชว์เฟอร์ คนอยุธยาไม่ได้ จึงยกรถตามขึ้นไปเป็นคันที่ 3 แล้วทั้งสามคนก็ หายแว้บไปกับตา ทิ้งให้เรากังวลกับคำขู่ ว่าข้างหน้ามีแต่เนินทั้งนั้น ฝรั่งเยอรมัน ยังต้องโบก น้อยรายจะไปถึง 15.50น. ขณะนี้ เหลือ 5 คัน พี่โหนก น้องเซน น้าหมึก ปั่นนำล่วงหน้าไปซัก 2 กม. พี่เจี๊ยบ กำลังตามหลังมาห่างๆเนื่องจากเสียเวลานั่งปะยางซึ่งรั่วเป็นครั้งที่สอง พี่เข๋ อยู่หลังสุด คงถูกทิ้งห่างซัก 7 กม.
16.20 น. พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไป อุณหภูมิลดลงบ้างแล้ว แต่ยังเหลือระยะทางอีก 30 กม. พี่โหนก น้องเซน และหมึก กลับลงไปอยู่กลุ่มกลาง นำหน้าพี่เข๋ ตอนนี้เราจึงจับคู่กับเจี๊ยบ ปั่นนำเป็นคู่หน้า สองคนเริ่มผลัดกันนำผลัดกันตาม หวังว่าจะถึงจุดหมายก่อนพระอาทิตย์ตกดิน จากที่เคยใช้ความเร็ว ประมาณ 20 กม./ชม. ก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นไปเกือบ 30 กะไว้ว่าเมื่อถึงปลายทาง หลักที่ 128 แรงที่มีทั้งหมดก็เหลือเอาไว้เข็นจักรยานลงเรืออย่างเดียว ไม่เก็บไว้ทำอะไรอีกแล้ว สองคันผลัดกันนำคนละ 1 กม. เจี๊ยบยังมีสัมภาระเต็มหลังรถ แต่อาศัยเป็นนักวิ่งระยะกลางมาก่อน จึงไม่แสดงอาการหมดแรง ยิ่งปั่นยิ่งแรงด้วยซ้ำ เหลืออีก 5 กม พระอาทิตย์หายไปแล้ว แต่ยังมองเห็นถนน พอที่จะยังทำความเร็วได้ 18.00น. ถึงหลัก 128 จึงสอบถามชาวบ้านเพื่อหาทางไปลงเรือ เมื่อถึงท่าเรือซึ่งอยู่ห่างจากถนนใหญ่เส้น 13 ก็มืดพอดี จึงรอติดต่อเรือแล้วนั่งรอ พี่โหนก หมึกและเซน สามคันที่กำลังตามมา 18.20 น. ทั้งสามคันตามมาถึงท่าเรือ น้องเซนมีตะคริวนิดหน่อย สำหรับพี่เข๋ คาดว่าจะตามมาถึงท่าเรือประมาณ หนึ่งทุ่มเศษ เรา 5 คัน จึงข้ามกันไปก่อน ด้วยค่าเรือคนละ 70 บาท 18.40 น. ถึง เกาะกลางโขง เข้าที่พักที่รีสอร์ทที่ ที่ดอนเดด ซึ่งโทรจองไว้ล่วงหน้า สบทบกับนักโบก ทั้ง 4 คัน ที่มาปั่นชมพระอาทิตย์ ริมโขงล่วงหน้าตั้งแต่เย็นๆ 19.30น. พี่เข๋ ตามมาถึงโดยใช้แสงจันทร์ของข้างขึ้น ส่องหลักกิโล คลำทางมาเรื่อยๆ วันนี้ เก็บระยะทางได้ 128 กม. ใช้เวลาอยู่บนอานจักรยาน 10 ชม......สำหรับวันนี้ หลังอาหารค่ำแล้ว ก็นั่งคุยกันพอเพลินๆแล้วก็เข้านอนพักผ่อน...... จุดหมายของวันพรุ่งนี้ คือ น้ำตกหลี่ผี และ น้ำตกคอนพะเพ็ง
วันที่ 29 ธค.52 7.00น. หลังจากอาบน้ำ แล้วก็ออกปั่นบนเกาะกลางน้ำโขง ชมเกาะ วัดวาอาราม ตลาดเช้า วิวของลำน้ำโขง ลำน้ำโขง ยามเช้า มองจาก หน้าที่พัก ตลาดเช้า บนเกาะกลางลำน้ำโขง ถ่ายรูปกันพอประมาณ แล้วก็กลับมา กินมื้อเช้าที่รีสอร์ท ที่พัก เมื่อเสร็จมื้อเช้าก็แบกรถลงเรือข้ามฝั่งเพื่อไปขึ้นถนนสาย 13 สายเดิม เพื่อมุ่งลงใต้อีก 10 กม.ไปจนถึงทางแยกเข้า นากะสัง ซึ่งเป็นทางลูกรัง แล้วปั่นลงไปริมน้ำโขงเพื่อลงเรือข้ามลำน้ำโขง ข้ามไปยังเกาะ ดอนคอน อันเป็นที่ตั้งของ น้ำตกหลี่ผี บริเวณทางลงไปท่าเรือ บ้านนากะสัง ส่งรถขึ้นเกาะ เพื่อปั่นไปหลี่ผี น้ำตกหลี่ผี ตั้งอยู่เกาะดอนคอน ซึ่งก็ต้องปั่น จักรยานเข้าไปอีกเกือบ 10 กม. บนเกาะจะได้ชมซากหัวรถจักรไอน้ำ สะพานรถไฟของจักรวรรดินิยมของฝรั่งเศส ชมความงามของน้ำตกที่ไหลลดเลี้ยวไปตามช่องโตรกที่ต่างระดับกันหลายทิศทางทำให้เกิดธารน้ำตกหลากหลาย ถั่งโถมเป็นฟองฟูขาวกระจาย ช่วยสร้างมนต์เสน่ห์อย่างน่าอัศจรรย์ เราใช้เวลา บนเกาะนี้ประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ จึงปั่นกลับมาที่ท่าเรือ หน้านี้ เว้นไว้ 12.00 น. แบกจักรยาน ข้ามเรือกลับมาที่ท่าเรือแล้วปั่นขึ้นมาที่สาย 13 เพื่อมุ่งปั่นลงใต้ ไปยังน้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งอยู่ห่างจากน้ำตกหลี่ผีอีกประมาณ 10 กม. น้ำตกคอนพะเพ็ง : เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่างตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ขวางกั้นเส้นทางการไหลของแม่น้ำโขงทั้งสาย มีลักษณะต่างระดับกันประมาณ 10 เมตร แต่กระแสน้ำ นั้นรุนแรงมาก สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่ ศาลาไม้ ที่สร้างไว้ข้างบน เหนือบริเวณที่กระแสน้ำไหลบ่าลงมารวมกันพอดี เป็นจุดที่ชมความงามของน้ำตก สัมผัสความยิ่งใหญ่ของน้ำตกคอนพะเพ็งที่เกิดจากการลดระดับของกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเห็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ รู้สึกหายเหน็ดเหนื่อยจากการปั่นจักรยานด้วยระยะทาง กว่า 200 กิโลกว่าจะมาถึงที่นี่ได้ พวกเราถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ท่ามกลางแสงแดดที่แผดร้อนแทบละลาย หลังจากนั้น พวกเราก็ ปิดท้ายการปั่นของวันนี้ด้วยมื้อบ่าย ข้างๆน้ำตกนั่นเอง หลี่ผี และ คอนพะเพ็ง คอนพะเพ็ง บริเวณน้ำตกคอนพะเพ็ง หากเห็นด้วยตาจะยิ่งใหญ่ตระการตากว่าภาพถ่ายหลายสิบเท่า วันนี้ มีการเดินทางด้วยจักรยานกันเพียง 50 กม.โดยไม่ต้องแบกสัมภาระ เพราะวันนี้หลังจากที่เราถึงจุดหมายปลายทาง ที่น้ำตกคอนพะเพ็งแล้ว เราจะกลับปากเซด้วยรถสี่ล้อ เพื่อไปนอนพักกันที่เมืองปากเซ ระยะทางจากคอนพะเพ็งถึงเมืองปากเซ มีระยะทางเท่ากับ 159 กม. ซึ่งเป็นเส้นทางที่เราปั่นลงมาทั้งหมด 3 วัน วันนี้เราขึ้นรถกลับกันตอน 16.00 น. โดยมีรถจักรยานอยู่บนหลังคา รถโดยสารพาเรามาด้วยความเร็ว ประมาณ 70กม/ชม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก็กลับมาถึงปากเซ เข้าพักที่โรงแรมจำปาสัก เรสซิเด้นท์ ปากเซ ตลาดเช้าที่ปากเซ กลับปากเซ อีก 150 กม. สำหรับ พี่ปลวก พี่โหนก น้องเซน เดินทางกลับ ไทย ในคืนนี้เลย แต่สมาชิกอีก 7 คัน ที่เหลืออยู่ พี่จ่าเปี๊ยก พี่เจี๊ยบ น้าหมึก แมว ดังลั่น พี่เข๋ เรายังมีจุดหมายปลายทางที่ บ่อละเวน หรือที่เราเรียกว่า ที่ราบสูง โบลิเวีย ห่างจากปากเซ 40 กม. ที่เราต้องปั่นไปกลับ และยังมีจุดหมายข้างทางที่แยกออกไป คือน้ำตกผาส่วม ซึ่งต้องปั่นไปกลับ อีก 26 กม. ดังนั้น ระยะทางวันนี้ ไปกลับทั้งหมด คือ 100 กม.
วันที่30 ธค. 52 (ภาพไม่ค่อยชัด ... อาหารเช้าที่ปากเซ) ออกจากที่พักในเมืองปากเซ 6.30 น. หลังจากอาบน้ำและทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เราเริ่มปั่นออกจากปากเซ พร้อมด้วยเสบียงคือน้ำเปล่าและน้ำเกลือแร่ ด้วยปริมาณที่จะใช้ในวันนี้ไม่น้อยกว่าวันที่ผ่านมา วันนี้เราจะขี่ไปทางทิศตะวันออก ระยะทาง 50 กม. ซึ่งช่วงขาไปนี้ เป็นทางขึ้นเนินอย่างเดียว หากขาหยุดปั่น รถจะหยุดและล้มทันที ไม่มีการไหลลงเนินแม้แต่เมตรเดียว แต่เมื่อมีขาขึ้นก็ต้องมีขาลง เราหวังว่าขาลงเราก็ไม่ต้องปั่นเช่นกัน ปั่นขึ้น เนินมาจากปากเซ 20 กม.แล้ว เนิน ล้วนๆ ถึงทางลงไปน้ำตกผาส่วม อีก 13 กม.ก็ถึงแล้ว 11.00 น. มาถึง กม.ที่ 21 อันเป็นทางแยกลงไปน้ำตก ผาส่วม ซึ่งเราต้องปั่นลงไปอีก 14 กม. ช่วงนี้เป็นขาลง จึงปั่นสบาย เป็นพิเศษ น้ำตกตาดผาส้วม ซึ่งเป็นที่ตั้ง รีสอร์ทคุณวิมล กิจบำรุง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ บาเจียง มีน้ำตกตาดผาส้วม หรือ ผาส้วม (ตาด แปลว่า น้ำตก ส้วม แปลว่า ห้องหอ ของเจ้าบ่าว เจ้าสาว) น้ำตกตาดผาส้วม หรือ ตาดผาส่วม แห่งนี้ จะ มีน้ำไหล ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยงามขึ้นชื่อ คุณวิมล เป็นนักธุรกิจที่มาลงทุน เปิดกิจการอย่างเป็นทางการ โดย รีสอร์ทแห่งนี้มีรัฐบาลร่วมหุ้นอยู่จำนวน 20 % คุณวิมลได้เขียน บรรยายไว้ในแผ่นพับไว้ ว่าในปี 2539 ได้รับคำชักชวนจากรัฐบาลลาวให้เข้ามาพัฒนาธุรกิจ ท่องเที่ยวในลาว คุณวิมลไปดูหลายแห่งไม่มีที่ถูกใจ จนเหลือแห่งสุดท้ายคือที่นี่ ซึ่งกลายเป็น ที่ที่คุณวิมลถูกใจเป็นพิเศษ ซึ่งขณะนั้น เป็นป่าเสื่อมโทรมเต็มไปด้วยขยะ ไร้สิ่งมีชีวิตที่เคลื่อน ไหวเนื่องจากถูกชาวบ้านจับกินไปหมดเส้นทางเข้าออกลำบาก จากประสบการณ์ที่สะสมมา ครึ่งชีวิต คุณวิมลใช้เวลาอีก 6 ปี ในการพลิกฟื้นธรรมชาติ และใส่จินตนาการและความคิด สร้างสรรค์ลงไป บริเวณน้ำตกทั้งสองแห่งที่มีอยู่เดิมถูกแต่งเติมจากเดิมที่เป็นร่องน้ำเล็กๆ กลางแผ่นหิน ทางน้ำถูกบังคับขยายให้มาตกทั่วๆ ไปตามหน้าผา มีการแต่งเติมก้อนหิน เพื่อให้น้ำตกกระทบให้งดงามต้นไม้กว่า 5,000 ต้น ทั้งใหญ่ เล็ก ถูกขุดล้อมเข้ามาปลูกในโครงการ ภายในโครงการยังได้รวบรวมหมู่บ้านโบราณของหลายชนเผ่า ที่ยังคงมีเอกลักษณ์เหลืออยู่พร้อมกับจัดทำพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าไว้ด้วย พนักงานภายในโครงการประกอบด้วย 8 ชนเผ่าถิ่นที่อยู่ของชนเผ่า อันหลากหลายที่เรียกรวมว่า ลาวเทิง เช่น ชาวละแว ละเวน กะตู้ ระเด กูย หรือกวย (เผ่าเดียวกับชาวกูยนักเลี้ยงช้างแห่งลุ่มน้ำมูลของไทย) ฯลฯ ร่วมใจบริการแขกที่มาเยี่ยมเยือน อาหารปลอดสารพิษ พร้อมของหวานสมุนไพร ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นต้นแบบสถานที่ท่องเที่ยวอนุรักษ์เชิงธรรมชาติและสืบทอดวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่าควบคู่กันไปด้วย คุณวิมล ป่วยเกือบปางตาย ด้วยเชื้อมาเลเลียที่อยู่ในเลือดเป็นจำนวนมาก เมื่อเปิดรีสอร์ทแห่งนี้ได้เพียง 2 วันปัจจุบัน มองเห็นแค่เพียงลางๆ 12.15 น. หลังจากเติมมื้อเที่ยงที่นี่จนอิ่มทั้งน้ำและเนื้อแล้ว ก็ปั่นออกจากน้ำตก ช่วงนี้ 14 กม.ต้องปั่นขึ้นล้วนๆ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง พักดื่มน้ำ เติมเกลือแร่กันอีก 1 ชุดใหญ่ที่ปากทางตลาดผลไม้
13.30 น. เริ่มกันที่ หลัก 21 ตลาดผลไม้ เพื่อเริ่มปั่นขึ้นไปที่ จุดหมายปลายทาง หลักที่ 40 แหล่งน้ำตกและไร่กาแฟ เส้นทางนี้ถ้าเรานั่งรถยนต์ขึ้นไป จะเป็นทางที่ขึ้นไปยังที่ราบสูงแบบไม่รู้ตัวเลยว่าขึ้นเขา ชื่อก็บอกว่าที่ราบสูง แผ่นดินก็เลยยกตัวเป็นแผงขึ้นไปเลย แต่การที่เราปั่นจักรยานขึ้นไปนั้น เราจะรู้สึก ตลอดเวลา ว่าเป็เนิน ถ้าหยุดขาก็คือล้มทันทีไม่มีให้ไหลลงแม้แต่เมตรเดียว ที่ราบสูงที่เรากำลังขึ้นไปมีชื่ออันไพเราะว่า ที่ราบสูงบอละเวน ฝรั่งเศสเรียก โบโลเวน คนไทยเรียกอย่างโก้เก๋ว่า ที่ราบสูงโบลิเวีย อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 1000 เมตร ถึง 3000 เมตร วันนี้ เราต้องถึงที่หมายเวลา 16.00 น.และมีเวลา หนึ่งชั่วโมงที่จะเที่ยวชมน้ำตก และ ไร่กาแฟ 14.00 น. พี่เข๋ โบกรถแซง ขึ้นไปแล้ว พี่เจี๊ยบ ปั่นนำทิ้งไปประมาณ 20 นาที เหลือ เพียง 5 คัน ปั่นสู้เนิน สู้แดดกันอยู่ ร้อนและหนักกว่าทุกๆวันที่ผ่านมา เพราะยังเป็นทางขึ้นเนินตลอด ไม่มีช่วงให้หยุดขาเลยซักเมตรเดียว ช่วงนี้ต้อง ดึงเอาอาหารเสริม power bar มาช่วยอีก 1 แท่ง และมีอาการลังเล ว่าสมาชิกจะโบกรถตามพี่เข๋ไปด้วยหรือเปล่า ช่วงนี้เกิดการแตกกลุ่ม เพื่อเร่งปั่นให้ถึง น้ำตก ที่เขาบอกกันว่าสวยงามจริงๆ น้ำตกตาดผาส้วม 16.00 น. แดดเริ่มเบาลง และมาถึงบริเวณทางแยกเข้าน้ำตก พบว่าพี่เข๋ ที่โบกรถขึ้นไปบนเนินไร่กาแฟซึ่งอยู่เลยขึ้นไป ประมาณ 10 กม. ซึ่งถ้าจะขึ้นไปก็ต้องปั่น โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า หนึ่งชั่วโมง เราจึงตัดสินใจ เลี้ยวขวาปั่นเข้าน้ำตก และไปสวนทางกับพี่เจี๊ยบซึ่งกำลังเข็นรถย้อนออกมา เนื่องจากโซ่ขาด พยายามต่อโซ่กันอยูอีกพักใหญ่ แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงต้องให้พี่เจี๊ยบเข็นกลับขึ้นไปก่อน อีกสิบนาทีต่อมา ดังลั่น กับ แมว จึงปั่นตามลงมา สบทบกับพี่หมึกซึ่งนั่งเล่นน้ำตกรออยู่ก่อน เราใช้เวลาที่น้ำตก เพียงครึ่งชั่วโมง น้ำตกตาดเยื้อง เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของแขวงจำปาสัก สายน้ำที่ตกลงมาจากหน้าผา ทำให้น้ำแตกกระเซ็นเป็นละอองที่สวยงาม และยังมีจุดชมวิวสำหรับถ่ายรูปที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ถ้าเราได้ไปยืนที่บริเวณจุดชมวิวน้ำตกด้านล่างจะได้สัมผัสกับสายลมพร้อมละอองน้ำที่ปลิวมาด้านล่างอย่างเย็นสบาย ๆ จุดนี้ทำให้นักท่องเที่ยวอดไม่ได้ที่จะอยู่จุดนี้ให้นานที่สุด ด้านบนน้ำตกจะเป็นลำธารน้ำที่ไหลมาก่อนจะถึงตกลงสู่เบื้องล่าง ประมาณ500 เมตร จุดนี้สามารถเล่นน้ำได้ เราอยู่ที่น้ำตกได้เพียง ครึ่งชั่วโมง เสียดายเป็นอย่างมาก สุดท้ายก็ต้องปั่นกลับ ซึ่งเรามีเวลา 1 ชั่วโมง กับระยะทาง 40 กม. แต่สำหรับเจี๊ยบซึ่งโซ่ขาด ไม่สามารถที่จะปั่นกลับปากเซได้ต้องหาทางกลับ ด้วยวิธีอื่น ดังนั้นแมว จึงอาสา นั่งรถโบกเป็นเพื่อนกับน้าเจี๊ยบ กลับลงมาที่ปากเซ จุดชมวิว .... จุดนี้จะเห็นคนยืนตัวเล็กๆบนเนินน้ำตก ลำธารด้านบนก่อนที่จะไหลเทลงในระดับความสูงเป็นร้อยๆเมตร มองจากจุดชมวิว 17.00 น. ริน ลั่น จ่าเปี๊ยก หมึก และพี่เข๋ จึงเรียงลำดับปล่อยไหลกันลงมาจาก น้ำตกตาดเยื้อง เพื่อกลับปากเซ โดยใช้ความเร็วขาลงนี้สูงถึง 65 กม.ต่อ ชั่วโมง คันที่หนึ่งเข้าถึงโรงแรมปากเซ ใช้เวลา หนึ่งชั่วโมงกับ สี่นาที สำหรับคันสุดท้ายคือพี่เข๋ ช้าแต่ชัวร์ ใช้เวลา หนึ่งชั่วโมง ยี่สิบห้านาที เป็นอันสิ้นสุดการปั่นของวันนี้ ด้วยระยะทาง 105 กม. ใช้เวลานั่งบนอานจักรยาน 10 ชั่วโมงเช่นเคย 18.30 น. อาบน้ำ แล้วออกไป เดินเล่นพักผ่อนในตลาดปากเซ วันนี้ มื้อค่ำเราได้ชิมเบียร์ลาว กันคนละสองสามจอก 31 ธค.52 เช้านี้ตื่นขึ้มาเปลี่ยนชุดเตรียมตัวที่จะปั่นจากปากเซกลับช่องเม็กฝั่งไทย และ ปั่นเข้ามาที่เขื่อนสิรินธร ด้วยระยะทาง 60 กม.แต่สุดท้ายที่ประชุม ลงมติว่า เส้นทางขากลับนี้เป็นเส้นทางที่เราปั่นผ่านมาแล้วเมื่อขามา ดังนั้นไม่มีความแปลกใหม่หรือความท้าทายใดๆอีกแล้ว เก็บรถขึ้นรถ.... อดปั่น... ลาก่อนปากเซ อพยพกลับบ้าน ดังนั้นเราจึงนำจักรยานขึ้นหลังคาสองแถว กลับสู่ช่องเม็ก ในเวลา 10 โมงเช้า ทำเรื่องผ่านแดน กลับประเทศไทย และ ขับรถกลับบ้านที่ชลบุรีกันเลย ด้วยระยะทาง 770 กม. ถึงบ้าน 23.30 น. countdown 2553 กันที่ ชลบุรี บ้านเรา. ................ @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@ การเดินทาง โดยรถยนต์ วันที่ 1 และ 2 ชลบุรี-สุรินทร์-เขื่อนสิรินธร 750 กม. โดยจักรยาน วันที่ 3 เขื่อนสิรินธร-ปากเซ-จำปาสัก 105 กม. โดยจักรยาน วันที่ 4 จำปาสัก-ดอนโขง 128 กม. โดยจักรยานวันที่ 5 น้ำตกหลี่ผี คอนพะเพ็ง 50 กม. โดยรถยนต์ คอนพะเพ็ง-ปากเซ อีก 160 กม. โดยจักรยานวันที่ 6 ปากเซ-น้ำตกผาส่วม-น้ำตกตาดเยือง 105 กม. โดยรถยนต์ วันที่ 7 ช่องเม็ก-ชลบุรี 770 กม. ........................................................................................................ @ รถยนต์ 1,680 กม. @ จักรยาน 388 กม. หากจะถามว่าทำไปเพื่ออะไร ครั้งต่อไป ค่อยหาคำตอบ ชลบุรี 2 มค.53