



(ได้เวลากลับไปนอน ...)
28 ธค.52
6.30 น. หลังจากอาบน้ำ วันนี้เราจะปั่นกันไปชม ปราสาทวัดพู ซึ่งอยู่ห่างจากที่พัก ประมาณ 10 กม.
จุดนี้สมาชิกขอถอนตัว 2 คน คือ ดังลั่น เพื่อถนอมแรงไว้ปั่นในวันนี้ อีกคันนึงคือ พี่ปลวก เนื่องจากเมื่อคืนนี้ เกิดอาการท้องเสียรุนแรง อดหลับอดนอนทั้งคืน
พระอาทิตย์ในลำน้ำโขง ระหว่างทางไปวัดพู
ปราสาทวัดพู : ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองจำปาสักมาทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ปราสาทวัดพู หรือ วัดพู นครจำปาสักได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในอดีตที่ตั้งของวัดพู เคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแห่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัยด้วยกัน คือ อาณาจักรเจนละในช่วงศตวรรษที่ 6 – 8 ค้นพบจารึกกล่าวถึงการฆ่าคนเพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ต่อมาเป็นยุคของอาณาจักรขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร ที่เลือกบริเวณนี้เป็นที่สร้างปราสาทหินในราวศตวรรษที่ 9 และสุดท้ายอาณาจักรล้านช้างได้เปลี่ยนเทวาลัยในศาสนาฮินดูให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเถรวาท สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นคือภูเขาด้านหลังปราสาทที่ตั้งเด่นตระหง่านมองเห็นแต่ไกล รูปร่างคล้ายนมของผู้หญิงและคนเกล้ามวยผม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อภูผาแห่งนี้ว่าเขานมสาว แต่ชาวบ้านนิยมเรียกภูเกล้ามากกว่า อาณาเขตของปราสาทวัดภู เริ่มต้นจากริมฝั่งแม่น้ำโดยมีบันไดทางขึ้นรถหลั่นกันขึ้นมา 3 ชั้น จนถึงองค์ประธานของปราสาทซึ่งอยู่ชั้นบนสุด นอกเขตวัดมีบารายขนาดใหญ่ ซึ่งในสมัยโบราณใช้เป็นที่แข่งเรือและที่สรงน้ำสำหรับพิธีกรรมต่างๆ
เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด จะเห็นซากวังที่พระราชวงค์สายจำปาสักให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรงานเทศกาลประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวัน 15 ค่ำ เดือน 3 สืบทอดต่อมาจนทุกวันนี้ ถัดมามีบันไดทางขึ้นที่ตัดในแนวตะวันออก – ตะวันตก ทอดผ่านสระน้ำทรงสี่เหลี่ยม 2 แห่ง ตรงขึ้นไปสู่ชาลา (ทางเดิน) ชั้นกลางซึ่งมีปรางค์ 2 หลังขนาบข้าง สันนิษฐานจากภาพสลักรูปเทพเจ้าว่า ปรางค์ด้านขวามือเป็นสถานที่บวงสรวงบูชาสำหรับบุรุษ ส่วนปรางค์ทางซ้ายมือเป็นสถานที่บวงสรวงสำหรับสตรี เหนือโคปุระหรือประตูทางเข้าปรางค์ทั้งสอง เป็นทับหลังแกะสลักภาพนูนต่ำเล่าเรื่องราวในศาสนาฮินดู เดินต่อมาผ่านสิ่งปลูกสร้างหลายหลัง มีภาพปรักหักพังจนมองไม่ออกว่าสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ใด ผ่านบันไดที่มีรูปรางคล้ายเกล็ดนาคมาถึงหินสลักรูปโยนี สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของศาสนาฮินดูที่อยู่ทางขวามือและซ้ายมือของทางเดินหลัก ถัดมาเป็นบันไดสูงชันที่ทอดสู่ชาลาชั้น 3 ผ่านทิวแถวของต้นจำปาเรียงรายสองข้างทางมาถึงปรางค์ประธานตั้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเทวรูป ทับหลัง และต้นไม้น้อยใหญ่ ในอดีตมีการต่อรางน้ำที่ไหลออกจากหินย้อยในหลืบถ้ำบริเวณด้านหลังมาสู่ศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในองค์ประธาน เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม ซึ่งบ่งบอกได้ว่าปราสาทวัดพูแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูไศวนิกาย แต่ปัจุบันศิวลึงค์ได้ถูกนำออกมาและเปลี่ยนไปเป็นพระพุทธรูปแทน ชาวบ้านนิยมนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา และเรียกปรางค์ประธานแห่งนี้ว่า หอไหว้ ส่วนทางด้านหลังซ้ายมือของปรางค์ประธานมีแผ่นหินขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีภาพแกะสลักรูปตรีมูรติขนาดเกือบเท่าคนจริง ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ ผู้เป็นใหญ่ในศาสนาฮินดูได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เดินถัดมาประมาณ 10 เมตร จะพบก้อนหิน 2 ก้อน แกะสลักเป็นรูปจระเข้และบันไดนาคอยู่ตรงข้ามกัน เชื่อว่าอาจเป็นฝีมือของชาวเจนละในสมัยนั้นที่สลักไว้เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญ นอกจากนี้ยังพบก้อนหินรูปร่างกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขาแกะสลักเป็นรูปหัวช้างเชื่อว่าเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายสมัยของเรืองอำนาจ
สำหรับงานบุญประเพณีของวัดพูเป็นเทศกาลที่โด่งดัง และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งจากในและต่างประเทศ โดยจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งจะจัดติดต่อกัน 3 วัน โดยประชาชนชาวลาวจากทั่วทุกแขวงจะเดินทางนำสิ่งของมาบวงสรวงบูชาตามจุดต่างๆ ในบริเวณองค์ประธาน สำหรับในวันสุดท้ายจะมีพระสงฆ์ออกมาบิณฑบาต พอตกค่ำจะมีพิธีเวียนเทียนไปรอบๆปรางค์ประธาน
อาหารเช้าที่หน้าวัดพู
ขากลับจากวัดพู ส่วนทางกับทัวร์จักรยานกลุ่มใหญ่
ข้ามจากเกาะกลับสู่ถนนสาย 13 เพื่อ มุ่งลงใต้อีก 100 กม.
9.00 น. หลังจาก ช่วงเช้า เข้าไปชมปราสาทวัดพู เก็บระยะทางไปกลับได้ 20 กม. ก็กลับมาเก็บสัมภาระขึ้นหลังรถถีบ เตรียมข้ามโขง เพื่อกลับไปขึ้นถนนสาย 13 ตรงหลัก 31 เพื่อ มุ่งลงใต้จุดหมายปลยทางที่หลัก 130 วันนี้ จะมีระยะทางที่เราจะต้องปั่นกัน รวมแล้วไม่น้อยกว่า 120 กม.
วันนี้ ดังลั่นออกนำเดี่ยวไปคนเดียว กลุ่มหลังตามไม่ทัน อย่างไม่น่าเชื่อ บางคนบอกว่า แอบโบกรถล่วงหน้าไปแล้ว
พี่โหนก กับ น้องเซน สองพ่อลูก ผลัดกันปั่นนำ ปั่นตามกันอยู่สองคน
พี่ปลวก แม้จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วย แต่ช่วงนี้ ก็ปั่นหายทิ้งกลุ่มหลังออกไปไกลพอสมควร โดยมีจ่าเปี๊ยกตามหลังไปห่างๆ
ตามมาด้วยกลุ่มหลัง ซึ่งมีน้าหมึก พี่เจี๊ยบ แมว ปั่นตามๆกันมา
สำหรับพี่เข๋ ผู้มากประสพการณ์ ปั่นช้า เนิบ เนิบ ช้าแต่ชัวร์ ปิดท้ายตามเดิม
13.00 น. ถึงจุดพัก รวมพล ของช่วงเช้า คือหลักที่ 67 ซึ่งที่นี่ จะเป็นชุมชนขนาดใหญ่มีอาหารและจุดพักรถโดยสาร ซึ่งเราจะพักกินข้าว เติมน้ำเปล่าและเกลือแร่กันที่นี่ โดยมี ดังลั่น ปั่นมานั่งคอยเป็นคันแรก ตามด้วย พี่โหนกและน้องเซน
ช่วงนี้ พี่ปลวก โบกรถเดินทางไปล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากอ่อนเพลียจากอาการท้องเสีย เมื่อคืนนี้ จึงเก็บระยะทางของวันนี้ได้ประมาณ 40 กม. มื้อกลางวันของวันนี้ ได้เนื้อเก้ง เนื้อกวาง ข้าวเหนียว ผลไม้ น้ำอัดลมสาระพัดชนิด น้ำเกลือแร่ทุกยี่ห้อ ใส่ลงท้อง เตรียมพลังไว้ในช่วงบ่าย
เราอยู่ไกลจากเวียงจันทน์ 755 กิโลเมตร
13.45 น. เริ่มออกเดินทาง อากาศที่ระอุในช่วงบ่ายประกอบกับสองข้างทางที่ไม่มีร่มไม้ เป็นทุ่งโล่ง ลมนิ่งสงบ หากช่วงไหนมีลมจากรถที่วิ่งสวนทางมาปะทะร่างกายก็จะรู้สึกเย็น ความเย็นที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะเหงือที่ชุ่มหลังถูกลมปะทะพาความร้อนออกจากร่างกาย แต่ก็เป็นชั่วแว้บเดียว สุดท้ายก็กลับมาร้อนระอุเหมือนเดิม ......... ถนนของเมืองลาวเส้น 13 เป็นเส้นตรงไม่มีโค้งไม่มีคด รถที่วิ่งผ่านเราไปก็จะเห็นหายไปสุดลูกตา บางครั้งมองไม่เห็นรถ แต่ก็ยังมีเสียงล้อบดถนนให้ได้ยินเป็นระยะมาแต่ไกล
14.30 น. ผ่านมื้อกลางวัน มาแล้ว ได้ระทางมาอีก 10 กม. อากาศยังระอุเช่นเดิม น้ำเปล่าและเกลือแร่ ถูกส่งลงท้อง เป็นระยะ ซึ่งตั้งแต่เช้าจนเย็น แต่ละคนคงส่งนำเปล่าลงท้องไม่ต่ำกว่า 4 ขวด น้ำเกลือแร่ผสมเองอีกไม่น้อยกว่า 2 ขวด และตามด้วยน้ำอัดลมกับเกลือแร่สปอนเซอร์จากร้านค้าข้างทาง คนละ 2-3 ขวด เป็อย่างน้อย .... อ้อ ....ยังมีน้ำเปล่าที่เราตื่นขึ้นมาดื่มตอนกลางคืนด้วย รวมๆกันทุกอย่างแล้ว ในหนึ่งวันเราดื่มกันเข้าไปก็เกือบๆ 10 ลิตร
ไกลจากปากเซ 100 กม.แล้ว
ระยะทางยังเหลืออีก 60 กิโล แดดก็ยังร้อน สมาชิกบางคน เริ่ม คิดหาทางลัด ตามพี่ปลวกซึ่งกำลังจะไปคอยไปที่หลัก 128 มือไวเท่าความคิด เมื่อเห็นป้ายทะเบียนรถที่วิ่งผ่านมาเป็นภาษาไทย จึงยกขึ้นโบกทันที พี่โชว์เฟอร์ชาวไทยก็ตบไฟเลี้ยว เหยียบเบรคทันทีเช่นกัน คงเหลือบตามองไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะขับผ่านเส้นนี้บ่อยๆ คงมีเสือหลายรายโบกอยู่เป็นประจำ....... แมว ยกจักรยานขึ้นรถเป็นคันแรก ตามความตั้งใจที่เปรยๆไว้ ตอนมื้อกลางวัน แต่.......พี่จ่าเปี๊ยก ทำท่าลังเลนิดหน่อย สุดท้าย ก็จำใจต้องขึ้นตามไปด้วย สำหรับ ดังลั่น ที่เมื่อวาน เกิดอาการท้อแท้ แต่วันนี้ มีพลังเข้ามาอย่างเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายก็ทนคำขู่ของพี่โชว์เฟอร์ คนอยุธยาไม่ได้ จึงยกรถตามขึ้นไปเป็นคันที่ 3 แล้วทั้งสามคนก็ หายแว้บไปกับตา ทิ้งให้เรากังวลกับคำขู่ ว่าข้างหน้ามีแต่เนินทั้งนั้น ฝรั่งเยอรมัน ยังต้องโบก น้อยรายจะไปถึง
15.50น. ขณะนี้ เหลือ 5 คัน พี่โหนก น้องเซน น้าหมึก ปั่นนำล่วงหน้าไปซัก 2 กม. พี่เจี๊ยบ กำลังตามหลังมาห่างๆเนื่องจากเสียเวลานั่งปะยางซึ่งรั่วเป็นครั้งที่สอง พี่เข๋ อยู่หลังสุด คงถูกทิ้งห่างซัก 7 กม.
เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด จะเห็นซากวังที่พระราชวงค์สายจำปาสักให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรงานเทศกาลประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวัน 15 ค่ำ เดือน 3 สืบทอดต่อมาจนทุกวันนี้ ถัดมามีบันไดทางขึ้นที่ตัดในแนวตะวันออก – ตะวันตก ทอดผ่านสระน้ำทรงสี่เหลี่ยม 2 แห่ง ตรงขึ้นไปสู่ชาลา (ทางเดิน) ชั้นกลางซึ่งมีปรางค์ 2 หลังขนาบข้าง สันนิษฐานจากภาพสลักรูปเทพเจ้าว่า ปรางค์ด้านขวามือเป็นสถานที่บวงสรวงบูชาสำหรับบุรุษ ส่วนปรางค์ทางซ้ายมือเป็นสถานที่บวงสรวงสำหรับสตรี เหนือโคปุระหรือประตูทางเข้าปรางค์ทั้งสอง เป็นทับหลังแกะสลักภาพนูนต่ำเล่าเรื่องราวในศาสนาฮินดู เดินต่อมาผ่านสิ่งปลูกสร้างหลายหลัง มีภาพปรักหักพังจนมองไม่ออกว่าสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ใด ผ่านบันไดที่มีรูปรางคล้ายเกล็ดนาคมาถึงหินสลักรูปโยนี สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของศาสนาฮินดูที่อยู่ทางขวามือและซ้ายมือของทางเดินหลัก ถัดมาเป็นบันไดสูงชันที่ทอดสู่ชาลาชั้น 3 ผ่านทิวแถวของต้นจำปาเรียงรายสองข้างทางมาถึงปรางค์ประธานตั้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเทวรูป ทับหลัง และต้นไม้น้อยใหญ่ ในอดีตมีการต่อรางน้ำที่ไหลออกจากหินย้อยในหลืบถ้ำบริเวณด้านหลังมาสู่ศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในองค์ประธาน เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม ซึ่งบ่งบอกได้ว่าปราสาทวัดพูแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูไศวนิกาย แต่ปัจุบันศิวลึงค์ได้ถูกนำออกมาและเปลี่ยนไปเป็นพระพุทธรูปแทน ชาวบ้านนิยมนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา และเรียกปรางค์ประธานแห่งนี้ว่า หอไหว้ ส่วนทางด้านหลังซ้ายมือของปรางค์ประธานมีแผ่นหินขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีภาพแกะสลักรูปตรีมูรติขนาดเกือบเท่าคนจริง ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ ผู้เป็นใหญ่ในศาสนาฮินดูได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เดินถัดมาประมาณ 10 เมตร จะพบก้อนหิน 2 ก้อน แกะสลักเป็นรูปจระเข้และบันไดนาคอยู่ตรงข้ามกัน เชื่อว่าอาจเป็นฝีมือของชาวเจนละในสมัยนั้นที่สลักไว้เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญ นอกจากนี้ยังพบก้อนหินรูปร่างกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขาแกะสลักเป็นรูปหัวช้างเชื่อว่าเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายสมัยของเรืองอำนาจ
สำหรับงานบุญประเพณีของวัดพูเป็นเทศกาลที่โด่งดัง และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งจากในและต่างประเทศ โดยจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งจะจัดติดต่อกัน 3 วัน โดยประชาชนชาวลาวจากทั่วทุกแขวงจะเดินทางนำสิ่งของมาบวงสรวงบูชาตามจุดต่างๆ ในบริเวณองค์ประธาน สำหรับในวันสุดท้ายจะมีพระสงฆ์ออกมาบิณฑบาต พอตกค่ำจะมีพิธีเวียนเทียนไปรอบๆปรางค์ประธาน
16.20 น. พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไป อุณหภูมิลดลงบ้างแล้ว แต่ยังเหลือระยะทางอีก 30 กม. พี่โหนก น้องเซน และหมึก กลับลงไปอยู่กลุ่มกลาง นำหน้าพี่เข๋ ตอนนี้เราจึงจับคู่กับเจี๊ยบ ปั่นนำเป็นคู่หน้า สองคนเริ่มผลัดกันนำผลัดกันตาม หวังว่าจะถึงจุดหมายก่อนพระอาทิตย์ตกดิน จากที่เคยใช้ความเร็ว ประมาณ 20 กม./ชม. ก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นไปเกือบ 30 กะไว้ว่าเมื่อถึงปลายทาง หลักที่ 128 แรงที่มีทั้งหมดก็เหลือเอาไว้เข็นจักรยานลงเรืออย่างเดียว ไม่เก็บไว้ทำอะไรอีกแล้ว สองคันผลัดกันนำคนละ 1 กม. เจี๊ยบยังมีสัมภาระเต็มหลังรถ แต่อาศัยเป็นนักวิ่งระยะกลางมาก่อน จึงไม่แสดงอาการหมดแรง ยิ่งปั่นยิ่งแรงด้วยซ้ำ เหลืออีก 5 กม พระอาทิตย์หายไปแล้ว แต่ยังมองเห็นถนน พอที่จะยังทำความเร็วได้
18.00น. ถึงหลัก 128 จึงสอบถามชาวบ้านเพื่อหาทางไปลงเรือ เมื่อถึงท่าเรือซึ่งอยู่ห่างจากถนนใหญ่เส้น 13 ก็มืดพอดี จึงรอติดต่อเรือแล้วนั่งรอ พี่โหนก หมึกและเซน สามคันที่กำลังตามมา
18.20 น. ทั้งสามคันตามมาถึงท่าเรือ น้องเซนมีตะคริวนิดหน่อย สำหรับพี่เข๋ คาดว่าจะตามมาถึงท่าเรือประมาณ หนึ่งทุ่มเศษ เรา 5 คัน จึงข้ามกันไปก่อน ด้วยค่าเรือคนละ 70 บาท
18.40 น. ถึง เกาะกลางโขง เข้าที่พักที่รีสอร์ทที่ ที่ดอนเดด ซึ่งโทรจองไว้ล่วงหน้า สบทบกับนักโบก ทั้ง 4 คัน ที่มาปั่นชมพระอาทิตย์ ริมโขงล่วงหน้าตั้งแต่เย็นๆ
19.30น. พี่เข๋ ตามมาถึงโดยใช้แสงจันทร์ของข้างขึ้น ส่องหลักกิโล คลำทางมาเรื่อยๆ วันนี้ เก็บระยะทางได้ 128 กม. ใช้เวลาอยู่บนอานจักรยาน 10 ชม......สำหรับวันนี้ หลังอาหารค่ำแล้ว ก็นั่งคุยกันพอเพลินๆแล้วก็เข้านอนพักผ่อน...... จุดหมายของวันพรุ่งนี้ คือ น้ำตกหลี่ผี และ น้ำตกคอนพะเพ็ง
วันที่30 ธค. 52
(ภาพไม่ค่อยชัด ... อาหารเช้าที่ปากเซ)
ออกจากที่พักในเมืองปากเซ
6.30 น. หลังจากอาบน้ำและทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เราเริ่มปั่นออกจากปากเซ พร้อมด้วยเสบียงคือน้ำเปล่าและน้ำเกลือแร่ ด้วยปริมาณที่จะใช้ในวันนี้ไม่น้อยกว่าวันที่ผ่านมา
วันนี้เราจะขี่ไปทางทิศตะวันออก ระยะทาง 50 กม. ซึ่งช่วงขาไปนี้ เป็นทางขึ้นเนินอย่างเดียว หากขาหยุดปั่น รถจะหยุดและล้มทันที ไม่มีการไหลลงเนินแม้แต่เมตรเดียว แต่เมื่อมีขาขึ้นก็ต้องมีขาลง เราหวังว่าขาลงเราก็ไม่ต้องปั่นเช่นกัน
ปั่นขึ้น เนินมาจากปากเซ 20 กม.แล้ว
เนิน ล้วนๆ
ถึงทางลงไปน้ำตกผาส่วม อีก 13 กม.ก็ถึงแล้ว
11.00 น. มาถึง กม.ที่ 21 อันเป็นทางแยกลงไปน้ำตก ผาส่วม ซึ่งเราต้องปั่นลงไปอีก 14 กม. ช่วงนี้เป็นขาลง จึงปั่นสบาย เป็นพิเศษ
น้ำตกตาดผาส้วม ซึ่งเป็นที่ตั้ง รีสอร์ทคุณวิมล กิจบำรุง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ บาเจียง มีน้ำตกตาดผาส้วม หรือ ผาส้วม (ตาด แปลว่า น้ำตก ส้วม แปลว่า ห้องหอ ของเจ้าบ่าว เจ้าสาว) น้ำตกตาดผาส้วม หรือ ตาดผาส่วม แห่งนี้ จะ มีน้ำไหล ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยงามขึ้นชื่อ คุณวิมล เป็นนักธุรกิจที่มาลงทุน เปิดกิจการอย่างเป็นทางการ โดย รีสอร์ทแห่งนี้มีรัฐบาลร่วมหุ้นอยู่จำนวน 20 % คุณวิมลได้เขียน บรรยายไว้ในแผ่นพับไว้ ว่าในปี 2539 ได้รับคำชักชวนจากรัฐบาลลาวให้เข้ามาพัฒนาธุรกิจ ท่องเที่ยวในลาว คุณวิมลไปดูหลายแห่งไม่มีที่ถูกใจ จนเหลือแห่งสุดท้ายคือที่นี่ ซึ่งกลายเป็น ที่ที่คุณวิมลถูกใจเป็นพิเศษ ซึ่งขณะนั้น เป็นป่าเสื่อมโทรมเต็มไปด้วยขยะ ไร้สิ่งมีชีวิตที่เคลื่อน ไหวเนื่องจากถูกชาวบ้านจับกินไปหมดเส้นทางเข้าออกลำบาก จากประสบการณ์ที่สะสมมา ครึ่งชีวิต คุณวิมลใช้เวลาอีก 6 ปี ในการพลิกฟื้นธรรมชาติ และใส่จินตนาการและความคิด สร้างสรรค์ลงไป บริเวณน้ำตกทั้งสองแห่งที่มีอยู่เดิมถูกแต่งเติมจากเดิมที่เป็นร่องน้ำเล็กๆ กลางแผ่นหิน ทางน้ำถูกบังคับขยายให้มาตกทั่วๆ ไปตามหน้าผา มีการแต่งเติมก้อนหิน เพื่อให้น้ำตกกระทบให้งดงามต้นไม้กว่า 5,000 ต้น ทั้งใหญ่ เล็ก ถูกขุดล้อมเข้ามาปลูกในโครงการ ภายในโครงการยังได้รวบรวมหมู่บ้านโบราณของหลายชนเผ่า ที่ยังคงมีเอกลักษณ์เหลืออยู่พร้อมกับจัดทำพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าไว้ด้วย พนักงานภายในโครงการประกอบด้วย 8 ชนเผ่าถิ่นที่อยู่ของชนเผ่า อันหลากหลายที่เรียกรวมว่า ลาวเทิง เช่น ชาวละแว ละเวน กะตู้ ระเด กูย หรือกวย (เผ่าเดียวกับชาวกูยนักเลี้ยงช้างแห่งลุ่มน้ำมูลของไทย) ฯลฯ ร่วมใจบริการแขกที่มาเยี่ยมเยือน อาหารปลอดสารพิษ พร้อมของหวานสมุนไพร ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นต้นแบบสถานที่ท่องเที่ยวอนุรักษ์เชิงธรรมชาติและสืบทอดวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่าควบคู่กันไปด้วย คุณวิมล ป่วยเกือบปางตาย ด้วยเชื้อมาเลเลียที่อยู่ในเลือดเป็นจำนวนมาก เมื่อเปิดรีสอร์ทแห่งนี้ได้เพียง 2 วันปัจจุบัน มองเห็นแค่เพียงลางๆ 12.15 น. หลังจากเติมมื้อเที่ยงที่นี่จนอิ่มทั้งน้ำและเนื้อแล้ว ก็ปั่นออกจากน้ำตก ช่วงนี้ 14 กม.ต้องปั่นขึ้นล้วนๆ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง พักดื่มน้ำ เติมเกลือแร่กันอีก 1 ชุดใหญ่ที่ปากทางตลาดผลไม้
13.30 น. เริ่มกันที่ หลัก 21 ตลาดผลไม้ เพื่อเริ่มปั่นขึ้นไปที่ จุดหมายปลายทาง หลักที่ 40 แหล่งน้ำตกและไร่กาแฟ
เส้นทางนี้ถ้าเรานั่งรถยนต์ขึ้นไป จะเป็นทางที่ขึ้นไปยังที่ราบสูงแบบไม่รู้ตัวเลยว่าขึ้นเขา ชื่อก็บอกว่าที่ราบสูง แผ่นดินก็เลยยกตัวเป็นแผงขึ้นไปเลย แต่การที่เราปั่นจักรยานขึ้นไปนั้น เราจะรู้สึก ตลอดเวลา ว่าเป็เนิน ถ้าหยุดขาก็คือล้มทันทีไม่มีให้ไหลลงแม้แต่เมตรเดียว
ที่ราบสูงที่เรากำลังขึ้นไปมีชื่ออันไพเราะว่า ที่ราบสูงบอละเวน ฝรั่งเศสเรียก โบโลเวน คนไทยเรียกอย่างโก้เก๋ว่า ที่ราบสูงโบลิเวีย อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 1000 เมตร ถึง 3000 เมตร
วันนี้ เราต้องถึงที่หมายเวลา 16.00 น.และมีเวลา หนึ่งชั่วโมงที่จะเที่ยวชมน้ำตก และ ไร่กาแฟ
14.00 น. พี่เข๋ โบกรถแซง ขึ้นไปแล้ว พี่เจี๊ยบ ปั่นนำทิ้งไปประมาณ 20 นาที เหลือ เพียง 5 คัน ปั่นสู้เนิน สู้แดดกันอยู่ ร้อนและหนักกว่าทุกๆวันที่ผ่านมา เพราะยังเป็นทางขึ้นเนินตลอด ไม่มีช่วงให้หยุดขาเลยซักเมตรเดียว ช่วงนี้ต้อง ดึงเอาอาหารเสริม power bar มาช่วยอีก 1 แท่ง และมีอาการลังเล ว่าสมาชิกจะโบกรถตามพี่เข๋ไปด้วยหรือเปล่า ช่วงนี้เกิดการแตกกลุ่ม เพื่อเร่งปั่นให้ถึง น้ำตก ที่เขาบอกกันว่าสวยงามจริงๆ
น้ำตกตาดผาส้วม
16.00 น. แดดเริ่มเบาลง และมาถึงบริเวณทางแยกเข้าน้ำตก พบว่าพี่เข๋ ที่โบกรถขึ้นไปบนเนินไร่กาแฟซึ่งอยู่เลยขึ้นไป ประมาณ 10 กม. ซึ่งถ้าจะขึ้นไปก็ต้องปั่น โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า หนึ่งชั่วโมง เราจึงตัดสินใจ เลี้ยวขวาปั่นเข้าน้ำตก และไปสวนทางกับพี่เจี๊ยบซึ่งกำลังเข็นรถย้อนออกมา เนื่องจากโซ่ขาด พยายามต่อโซ่กันอยูอีกพักใหญ่ แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงต้องให้พี่เจี๊ยบเข็นกลับขึ้นไปก่อน
อีกสิบนาทีต่อมา ดังลั่น กับ แมว จึงปั่นตามลงมา สบทบกับพี่หมึกซึ่งนั่งเล่นน้ำตกรออยู่ก่อน
เราใช้เวลาที่น้ำตก เพียงครึ่งชั่วโมง
น้ำตกตาดเยื้อง เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของแขวงจำปาสัก สายน้ำที่ตกลงมาจากหน้าผา ทำให้น้ำแตกกระเซ็นเป็นละอองที่สวยงาม และยังมีจุดชมวิวสำหรับถ่ายรูปที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ถ้าเราได้ไปยืนที่บริเวณจุดชมวิวน้ำตกด้านล่างจะได้สัมผัสกับสายลมพร้อมละอองน้ำที่ปลิวมาด้านล่างอย่างเย็นสบาย ๆ จุดนี้ทำให้นักท่องเที่ยวอดไม่ได้ที่จะอยู่จุดนี้ให้นานที่สุด ด้านบนน้ำตกจะเป็นลำธารน้ำที่ไหลมาก่อนจะถึงตกลงสู่เบื้องล่าง ประมาณ500 เมตร จุดนี้สามารถเล่นน้ำได้ เราอยู่ที่น้ำตกได้เพียง ครึ่งชั่วโมง เสียดายเป็นอย่างมาก สุดท้ายก็ต้องปั่นกลับ ซึ่งเรามีเวลา 1 ชั่วโมง กับระยะทาง 40 กม. แต่สำหรับเจี๊ยบซึ่งโซ่ขาด ไม่สามารถที่จะปั่นกลับปากเซได้ต้องหาทางกลับ ด้วยวิธีอื่น ดังนั้นแมว จึงอาสา นั่งรถโบกเป็นเพื่อนกับน้าเจี๊ยบ กลับลงมาที่ปากเซ
จุดชมวิว .... จุดนี้จะเห็นคนยืนตัวเล็กๆบนเนินน้ำตก
ลำธารด้านบนก่อนที่จะไหลเทลงในระดับความสูงเป็นร้อยๆเมตร
มองจากจุดชมวิว
17.00 น. ริน ลั่น จ่าเปี๊ยก หมึก และพี่เข๋ จึงเรียงลำดับปล่อยไหลกันลงมาจาก น้ำตกตาดเยื้อง เพื่อกลับปากเซ โดยใช้ความเร็วขาลงนี้สูงถึง 65 กม.ต่อ ชั่วโมง คันที่หนึ่งเข้าถึงโรงแรมปากเซ ใช้เวลา หนึ่งชั่วโมงกับ สี่นาที สำหรับคันสุดท้ายคือพี่เข๋ ช้าแต่ชัวร์ ใช้เวลา หนึ่งชั่วโมง ยี่สิบห้านาที เป็นอันสิ้นสุดการปั่นของวันนี้ ด้วยระยะทาง 105 กม. ใช้เวลานั่งบนอานจักรยาน 10 ชั่วโมงเช่นเคย
18.30 น. อาบน้ำ แล้วออกไป เดินเล่นพักผ่อนในตลาดปากเซ วันนี้ มื้อค่ำเราได้ชิมเบียร์ลาว กันคนละสองสามจอก
31 ธค.52
เช้านี้ตื่นขึ้มาเปลี่ยนชุดเตรียมตัวที่จะปั่นจากปากเซกลับช่องเม็กฝั่งไทย และ ปั่นเข้ามาที่เขื่อนสิรินธร ด้วยระยะทาง 60 กม.แต่สุดท้ายที่ประชุม ลงมติว่า เส้นทางขากลับนี้เป็นเส้นทางที่เราปั่นผ่านมาแล้วเมื่อขามา ดังนั้นไม่มีความแปลกใหม่หรือความท้าทายใดๆอีกแล้ว
เก็บรถขึ้นรถ.... อดปั่น...
ลาก่อนปากเซ
อพยพกลับบ้าน
ดังนั้นเราจึงนำจักรยานขึ้นหลังคาสองแถว กลับสู่ช่องเม็ก ในเวลา 10 โมงเช้า ทำเรื่องผ่านแดน กลับประเทศไทย และ ขับรถกลับบ้านที่ชลบุรีกันเลย ด้วยระยะทาง 770 กม. ถึงบ้าน 23.30 น. countdown 2553 กันที่ ชลบุรี บ้านเรา.
................
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
การเดินทาง
โดยรถยนต์ วันที่ 1 และ 2 ชลบุรี-สุรินทร์-เขื่อนสิรินธร 750 กม.
โดยจักรยาน วันที่ 3 เขื่อนสิรินธร-ปากเซ-จำปาสัก 105 กม.
โดยจักรยาน วันที่ 4 จำปาสัก-ดอนโขง 128 กม.
โดยจักรยานวันที่ 5 น้ำตกหลี่ผี คอนพะเพ็ง 50 กม.
โดยรถยนต์ คอนพะเพ็ง-ปากเซ อีก 160 กม.
โดยจักรยานวันที่ 6 ปากเซ-น้ำตกผาส่วม-น้ำตกตาดเยือง 105 กม.
โดยรถยนต์ วันที่ 7 ช่องเม็ก-ชลบุรี 770 กม.
........................................................................................................
@ รถยนต์ 1,680 กม.
@ จักรยาน 388 กม.
หากจะถามว่าทำไปเพื่ออะไร ครั้งต่อไป ค่อยหาคำตอบ
ชลบุรี 2 มค.53